สรุปบทที่ 5
E-Marketing
e-Marketing
E-Marketingย่อมาจากคำว่าElectronicMarketingหรือเรียกว่า “การตลาดอิเล็กทรอนิกส์” หมายถึงการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
ที่ทันสมัยและสะดวกต่อการใช้งาน เข้ามาเป็นสื่อกลาง ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์
โทรศัพท์ หรือพีดีเอ ที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันด้วยอินเทอร์เน็ต มาผสมผสานกับวิธีการทางการตลาด
การดำเนินกิจกรรมทางการตลาด อย่างลงตัวกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย
เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กรอย่างแท้จริง
คุณลักษณะเฉพาะของ e-Marketing
-เป็นการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในลักษณะเฉพาะเจาะจง
(Niche Market)
-เป็นลักษณะเป็นการสื่อสารแบบ
2 ทาง (2 Way
Communication)
-เป็นรูปแบบการตลาดแบบตัวต่อตัว(One to One Marketing หรือ Personalize
Marketing) ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายสามารถกำหนดรูปแบบสินค้าและบริการได้ตามความต้องการของตนเอง
-มีการกระจายไปยังกลุ่มผู้บริโภค
(Dispersion of Consumer)
-เป็นกิจกรรมที่นักการตลาดสามารถสื่อสารไปยังทั่วทุกมุมโลก
ตลอด 24 ชั่วโมง (24 Business
Hours)
-สามารถติดต่อสื่อสาร
โต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว (Quick
Response)
-มีต้นทุนต่ำแต่ได้ประสิทธิผล
สามารถวัดผลได้ทันที (Low Cost and
Efficiency)
-มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการตลาดแบบดั้งเดิม
(Relate to Traditional Marketing)
-มีการตัดสินใจในการซื้อจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ
(Purchase by Information)
ความแตกต่างกันระหว่าง
e-Marketing, e-Business และ
e-Commerce
E-Marketingคือรูปแบบการทำการตลาดในรูปแบบหนึ่งโดยใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์
เครื่องมือดิจิตอลเข้ามาช่วยในการทำการตลาด แต่ในความหมายสำหรับ E-Business หรือ Electronic
Business นั้นจะมีความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่า
E-Commerce หรือ Electronic
Commerce มากกว่า
เพียงแต่ว่าความหมายของ E-Business จะมีขอบเขตที่กว้างกว่า
โดยหมายถึงการทำกิจกรรมในทุก ๆขั้นตอนของกระบวนการธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
หรือเรียกว่า “ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์” ทั้งการทำการค้าการซื้อการขาย
การติดต่อประสานงาน งานธุรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในสำนักงาน
และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งเป็นกระบวนการในการดำเนินการทางธุรกิจที่อาศัยระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจโดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม(Added Value) ตลอดกิจกรรมทางธุรกิจ
(Value Chain) และลดขั้นตอนของการที่ต้องอาศัยแรงงานคน(ManualProcess)มาใช้แรงงานจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์(ComputerizedProcess)แทนรวมถึงช่วยให้การดำเนินงานภายใน ภายนอก มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและยังเป็นการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามากขึ้นอีกด้วย ตัวอย่างเช่นการควบคุมสต๊อคและการชำระเงินให้เป็นระบบอัตโนมัติดำเนินการได้รวดเร็ว และทำได้ง่าย ลักษณะการนำ E-Business มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้แก่
ลักษณะการนำ
E-Business มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้แก่
-การเชื่อมต่อระหว่างกัน ภายในองค์กร
(Intranet)
-การเชื่อมต่อระหว่างกัน กับภายนอกองค์กร
(Extranet)
-การเชื่อมต่อระหว่างกัน กับลูกค้าทั่วโลก
(Internet)
ประโยชน์ของ
e-Marketing
นักการตลาดชื่อ Smith and
Chaffey ได้กล่าวถึงประโยชน์จากการนำเอาเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาช่วยสนับสนุนการทำการตลาดและก่อให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย
โดยมองว่า E-Marketing เป็นกระบวนการในการจัดการทางการตลาด
โดยมีการเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญแก่ลูกค้าเป็นหลัก
ในขณะที่แสดงถึงการเชื่อมโยงการทำงานทางธุรกิจในอันที่จะช่วยสร้างความสำเร็จในผลกำไรให้กับธุรกิจ
ซึ่งสามารถแบ่งกระบวนการในการจัดการทางการตลาดได้ดังนี้
กระบวนการในการจัดการทางการตลาดของ
e-Marketing
-การจำแนกแยกแยะ
(Identifying) สามารถทำการจำแนกแยกแยะได้ว่าลูกค้าเป็นใคร
มีความต้องการอย่างไร อยู่ที่ไหน และมีพฤติกรรมในการเลือกซื้อสินค้าอย่างไร
โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย
-การทำนายความคาดหวังของลูกค้า
(Anticipating) เนื่องจากความสามารถของอินเทอร์เน็ตนั้นช่วยเพิ่มช่องทางให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูล
และสามารถซื้อสินค้าได้สะดวกยิ่งขึ้น
โดยการเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำ E-Marketing ตัวอย่างเช่น
เว็บไซต์ สายการบินต้นทุนต่ำ easy Jet
(http://www.easyjet.com) มีส่วนสนับสนุนทำให้มีรายได้จากการผ่านออนไลน์กว่า
90%
-สนองความพอใจของลูกค้า
(Satisfying) ถือเป็นความสำเร็จในการทำ
E-Marketing ในการสร้างความพอใจให้แก่ลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์
การเพิ่มขึ้นของลูกค้านั้นอาจจะมาจาก การใช้งานง่าย
การสนับสนุนการให้บริการแก่ลูกค้า เป็นต้น
ประโยชน์ของการนำ
e-Marketing มาใช้ 5Ss’
นอกจากนี้ Smith and
Chaffey ยังได้กล่าวถึง
5Ss’ ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ได้รับจากการนำเอากลยุทธ์การตลาดออนไลน์มาใช้ได้แก่
-การขาย (Sell) ช่วยทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นจากการทำการตลาดออนไลน์
ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทำให้ลูกค้ารู้จักและเกิดความทรงจำ (Acquisition
and Retention tools) ในสินค้าบริการเราเพิ่มมากขึ้น
ซึ่งนำไปสู่การขายที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย
-การบริการ (Serve) การสร้างประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นให้แก่ลูกค้า
จากการใช้บริการผ่านออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิพิเศษต่างๆ เป็นต้น)
-การพูดคุย (Speak) การสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น
โดยสามารถสร้างแบบสนทนาการโต้ตอบกันได้ระหว่างกันได้ (Dialogue) ทำให้ลูกค้าสามารถเข้ามาสอบถาม
ตลอดจนสามารถสำรวจความคิดเห็น ความต้องการของลูกค้า
ลูกค้ามีความสนใจในเรื่องใดเป็นพิเศษ
-ประหยัด (Save) การสร้างความประหยัดเพิ่มขึ้นจากงบประมาณการพิมพ์กระดาษ
โดยสามารถใช้วิธีการส่งจดหมายข่าว E-Newsletter ไปยังลูกค้าแทนการส่งจดหมายแบบดั้งเดิม
-การประกาศ (Sizzle) การประกาศสัญลักษณ์
ตราสินค้าผ่านออนไลน์ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสินค้าของเราให้เป็นที่รู้จัก
มีความคุ้นเคยมากยิ่งขึ้น
หลักการของ
e-Marketing
-การตลาดยุค E เน้นการใช้ Mass
Customization มากกว่า Mass Marketing
เพราะลูกค้าทุกคนมีสิทธิ์เลือกเว็บไซต์ต่างๆ
ทั่วโลกเพื่อหาสินค้าที่ตนเองต้องการ เพราะฉะนั้น
เราต้องเน้นระบบที่สนองตอบความต้องการของลูกค้าแต่ละคนเป็นหลัก
ทั้งนี้เราจักต้องสร้าง ระบบโปรแกรมอัตโนมัติขึ้นมาตอบสนองความต้องการดังกล่าว
โดยให้แต่ละคนสามารถเลือก ทางเลือกที่สนองความต้องการได้ด้วยตนเอง
-การแบ่งส่วนตลาดต้องเป็นแบบ
Micro Segmentation หรือ One-to-One
Segmentation หมายถึง
หนึ่งส่วนตลาดคือ ลูกค้าหนึ่งคน เพราะในตลาดบนเว็บถือว่าลูกค้า เป็นใหญ่
เนื่องจากมีสิทธิ์ที่เลือกซื้อสินค้าใครก็ได้
ยกเว้นแต่เราเป็นเพียงรายเดียวที่มีอยู่ใน ตลาด ฉะนั้นการพิจารณาข้อมูลความต้องการ
หรือพฤติกรรมของลูกค้าทุกคน โดยอาศัยระบบฐานข้อมูลที่ตรวจจับพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละราย
ได้ถือเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญมาก หรือในแง่ของการจัดการแล้วเราเรียกว่า CRM หรือ Customer
Relationship Management นั่นเอง
เพราะนี่จะทำให้เราทราบว่า ใครคือลูกค้าประจำ
-การวางตำแหน่งสินค้า
(Positioning) ต้องเป็นไปตามความต้องการแต่ละบุคคล
หรือ Migrationing การวางตำแหน่งสินค้าเพื่อให้ลูกค้ารับรู้นั้น
ต้องวางตามความต้องการของแต่ละบุคคล และหากความต้องการนั้นเปลี่ยนไป
ระบบก็ต้องเคลื่อนตำแหน่งของการวางนั้นไปสนองตอบต่อความต้องการใหม่ด้วย
-ให้เราเป็นหนึ่งในเว็บที่ลูกค้าจำได้
การ สร้างความจดจำเพื่อให้จำเว็บไซต์เราการจดชื่อโดเมนที่ทำให้จดจำง่าย
หรือมีความหมายที่สอดคล้องกับเนื้อหาของเว็บไซต์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก
-ต้องรู้
ความต้องการลูกค้าล่วงหน้า
จำเป็นจักต้องติดตามพฤติกรรมการซื้อของกลุ่มเป้าหมายโดยตลอด
-ต้องปรับที่ตัวสินค้าและราคาเป็นหลัก
สินค้าถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด
จำเป็นอย่างยิ่งที่จักต้องเทียบกับคุณค่าของสินค้า และคู่แข่งเสมอว่า
ใครสนองตอบต่อความต้องการได้ดีกว่ากัน
-ต้องให้ลูกค้าตกแต่งสินค้าตามความต้องการได้โดยอัตโนมัติ
(Customization & Personalization) วิธีที่ให้ลูกค้าได้รับ
คุณค่า หรือสนองความต้องการได้ดีที่สุด ก็คือ
การให้ลูกค้าได้เลือกหรือตกแต่งสินค้าเอง รวมทั้งการคำนวณราคาด้วย ฉะนั้น การให้ Options ให้ลูกค้าได้เลือกมากที่สุด
จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เครื่องมือที่สำคัญของการตลาดอิเล็กทรอนิกส์
-Digital advertising
-Raid Marketing
-e-mail Marketing
-Video Marketing
-Blogging
-Mobile marketing
-Pay Per Click
-Search Engine
Optimization
-Social Media
Marketing
ส่วนผสมทางการตลาดอิเล็กทรอนิกส์
-ผลิตภัณฑ์ (Product)
-ราคา (Price)
-สถานที่ (Place)
-การส่งเสริมการขาย
(Promotion)
-เครือข่ายสังคม
(Social Network)
-การขายบนเว็บไซต์
-การบริการลูกค้า
-ระบบป้องกันความปลอดภัย
-ระบบฐานข้อมูลลูกค้าเพื่อนำมาใช้ในการบริการ
(Personalization Service)
e-Marketing
Planning
7
ขั้นตอนสำหรับการทำ e-Marketing
ขั้น 1
กำหนดวัตถุประสงค์ (Set Objective)การจัดทำเว็บไซต์ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของธุรกิจ
ขั้น
2 การกำหนดกลุ่มเป้าหมายด้วยวิธี 5W+1H
-Where (ที่ไหน)
ลูกค้าอยู่ที่ไหน เป็นคำถามเชิงภูมิศาสตร์เพื่อทราบถึงสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม ภาษา
และเชื้อชาติของกลุ่มเป้าหมายว่าเป็นเช่นไร
เพื่อให้ทราบว่าจะหาลูกค้าได้จากไหนบ้าง
และที่ไหนคือที่ๆลูกค้ามักจะไปอยู่และสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ด้วยวิธีอะไร
-When (เมื่อไร)
เมื่อไรที่ลูกค้าต้องการเรา เราควรทราบถึงความต้องการว่าในช่วงเวลาไหน
ที่ลูกค้าต้องการซื้อหรือใช้บริการ และต้องการบ่อยเพียงใด
ซึ่งจะช่วยให้เรากำหนดและวางแผนการพยากรณ์ต่าง ๆ
ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง
-Why (ทำไม)
ทำไมลูกค้าต้องมาที่เรา เป็นคำถามเชิงเหตุผลว่า
เหตุใดลูกค้าถึงได้เข้ามาซื้อสินค้าจากเรา
อาจเป็นเงื่อนไขในเรื่องของราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง หรือสินค้ามีคุณภาพมากกว่า
ความสะดวกสบาย บริการหลังการขายที่ดีกว่า
-How (อย่างไร)
เราสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างไร เป็นคำถามเชิงวิธีการ
หรือหนทางในการรักษาฐานลูกค้าเก่า หรือเพิ่มยอดขายจากลูกค้ารายใหม่
ซึ่งควรจะมีการวางแผนและกำหนดวิธีการที่จะเข้าถึงลูกค้าได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ขั้น
3 วางแผนงบประมาณ มีเงินเท่าไร จะใช้เท่าไร
เป็นการประเมินถึงจำนวนเงินเพื่อใช้ในการทำงาน
ว่ามีเท่าใด ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่เจ้าของธุรกิจต้องทราบ
ว่าจะดำเนินธุรกิจให้ได้ตามแผนต้องใช้เงินลงทุนแต่ละส่วนเป็นเงินเท่าใดและได้มาจากแหล่งใด
หลักในการทำงบฯ มีด้วยกันหลายวิธีเช่น
# ทำงบประมาณตามสัดส่วนจากการขาย
# ทำงบประมาณตามสภาพตลาด
# ทำงบประมาณตามวัตถุประสงค์
# ทำงบประมาณตามเงินทุน
ขั้น
4 กำหนดแนวความคิดและรูปแบบ หาจุดขาย ลูกเล่น
เป็นการสร้างแนวความคิดที่แปลกใหม่
น่าสนใจให้กับเว็บไซต์ โดยเป็นการสร้างจุดเด่นหรือจุดที่แตกต่างกับเว็บอื่น ๆ
ทำให้เกิดเอกลักษณ์ของเว็บไซต์เรา
ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้เยี่ยมชมจดจำเว็บไซต์ได้
อาจจะเป็นรูปแบบการบริการที่ไม่เหมือนใคร การใช้ลักษณะการออกแบบเว็บที่โดดเด่น
หรือเนื้อหาในเว็บทำให้ผู้อ่านสนใจ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องยืนอยู่บนเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่เราตั้งใจไว้เป็นสำคัญ
ขั้น
5 การวางแผนกลยุทธ์ และสื่อ ช่วงเวลา
เป็นการเลือกสรรวิธีหรือกลยุทธ์ที่ใช้สำหรับการทำการตลาดออนไลน์
ว่าควรเลือกใช้สื่อรูปแบบใดดี โดยดูที่วัตถุประสงค์เป็นหลัก เช่น การโฆษณาผ่านหน้าเว็บในรูปแบบต่าง ๆ ,
การตลาดผ่านระบบค้นหา, การตลาดผ่านอีเมล์ , การตลาดผ่านเว็บบล็อก
นอกจากนั้นอาจจะมีการผสมผสานด้วยสื่อในรูปแบบ
offline หรือสื่อที่ไม่ใช่สื่อออนไลน์
เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการตลาดร่วมกัน เช่น
การโฆษณาบนวิทยุโทรทัศน์ บนสื่อสิ่งพิมพ์
เป็นต้น โดยนำสื่อหรือกลยุทธ์รูปแบบอื่นไปร่วมในแผนตามความเหมาะสม ควรมีการวางแผน
“แผนการใช้สื่อ”
เพื่อวางเป้าหมายในการใช้สื่อแต่ละช่วงเวลาได้เหมาะสมและเป็นไปในทิศทางเดียวกันตลอดทั้งปี
ขั้น
6 การดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้
เทคนิคการเตรียมตัวก่อนการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์
ดังนี้
I.เช็คว่าพร้อมหรือยัง? ด้วยกลยุทธ์ 6C
II.มีเอกลักษณ์หรือจุดเด่นของเว็บไซต์
เช่น แนวความคิดพื้นฐานของตัวเว็บไซต์ที่โดดเด่น
มีความสอดคล้องกับตราสินค้าหรือบริการหลักของธุรกิจ การออกแบบเว็บไซต์ เช่นสีสัน โลโก้
การวางรูปแบบ และเนื้อหามีความเป็นเอกลักษณ์
III. การสร้างช่องทางการเก็บข้อมูลผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์
เช่น การลงทะเบียนสมาชิก
แบบสอบถามออนไลน์
บริการการรับข่าวสารทางอีเมล์
เป็นต้น
ขั้น
7 วัดผลและประเมินผลลัพธ์
เป็นวิธีการวัดผลความสำเร็จจากการทำแผนการตลาดว่ามีผลลัพธ์เช่นไร
การดำเนินการทางการตลาดประสบความสำเร็จตามที่กำหนดมากน้อยเพียงใด
โดยประเมินจากการเติบโตของยอดขาย ส่วนแบ่งทางการตลาด
ภาพลักษณ์ที่ลูกค้ามีต่อสินค้าหรือบริการ กำไร ฯลฯ
เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจการดำเนินตามแผนธุรกิจต่อไป
ตัวอย่างเครื่องมือวัดผลเช่น
การวัดสถิติการเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ สถิติการจัดอันดับบนเครื่องมือค้นหา (Search Engine)
เป็นต้น
6 Cs กับความสำเร็จของการทำเว็บ
1.C ontent (ข้อมูล)
2.C ommunity (ชุมชน,สังคม)
3.C ommerce (การค้าขาย)
4.C ustomization (การปรับให้เหมาะสม)
5.C ommunication, Channel (การสื่อสารและช่องทาง)
6.C onvenience (ความสะดวกสบาย)






















